|
การดูแลผู้ป่วยมะเร็งด้วยวิธีทางการแพทย์ทางเลือก |
|
|
|
|
เขียนโดย Administrator
|
|
วันอังคารที่ ๓๐ พฤษจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๒ เวลา ๐๐:๐๐ น. |
ความรู้เกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วยมะเร็งด้วยวิธีทางการแพทย์ทางเลือกของมูลนิธิการแพทย์ทางเลือกเพื่อมะเร็งโดย อาจารย์มงคลศิลป์ บุญเย็น
ประวัติการรักษาโรคมะเร็งในอดีต ในตำราแพทย์แผนโบราณมีการกล่าวถึงโรคมะเร็งมาหลายร้อยปีแล้ว ในสมัยก่อนเมื่อเริ่มมีการบันทึก หรือจารึกตำรายาแผนโบราณเล่มแรกๆ ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คือ ตำราพระโอสถพระนารายณ์ ซึ่งเป็นตำรับยาต่างๆ ที่ใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บนั้น มีการใช้สมุนไพรเป็นยามากมายแต่เสียดายหลักฐานเมื่อหลายร้อยปีก่อนนั้นมิได้มีการเก็บรักษา และนำมาเผยแพร่เหมือนปัจจุบันแต่หลักฐานที่ชัดเจนที่สุดก็คือที่ศาลาภายในวัดพระเชตุพนที่มีการรวบรวมตำรายา ตำราแพทย์แผนโบราณในรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 3 ที่มีการจัดทำได้ระบุตำรายาสมุนไรที่ใช้สำหรับบำบัดและรักษาโรคมะเร็งไว้มากมายหลายตำรา ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 มีคลังพระตำราชื่อว่า “คลังพระตำราข้างพระที่”ใช้เป็นตำราของแพทย์หลวง มีการเปิดการเรียนการสอนวิชาการแพทย์ขึ้นศิริราชพยาบาล วิชาที่สอนมีทั้งวิชาการแพทย์แผนปัจจุบัน และวิชาการแพทย์แผนโบราณเรียนร่วมกันหลักสูตร 3 ปี ในปี 2431 หรือเกือบประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบปี แต่เกิดขัดแย้งกัน ปี 2438 พระยาพิษณุประสาทเวช (คงถาวรเวช) หรือหมอคง ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์แผนไทย และเป็นคณาจารย์ของราชแพทยาลัย และท่านเป็นผู้จัดการโรงเรียนเวชสโมสรได้รวบรวมตำราต่างๆ มากจัดพิมพ์หนังสือชื่อ แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ จากการสอนเทียบตำราจากคณะแพทย์หลวงในสมัยรัชกาลที่6 มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ได้ศึกษาวิชาการแพทย์แผนโบราณแตกฉานก็ได้มีตำราในการรักษาโรคมะเร็งด้วยสมุนไพรหลายขนาน จากหลวงพี่อุศุข (พระครุวิมลคุณากร)วัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งดูสูตรคล้ายกันมาก แต่ต่อมารัชกาลที่ 6 ปี 2456 มีการสั่งยกเลิกการแพทย์แผนโบราณ ทำให้หมอพื้นบ้านหลบหนีไปอยู่หัวเมือง ตำรับตำรายาสูญหาย ขาดการพัฒนา แต่ในรัชกาลที่ 7 มีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่จนกระทั่งในปัจจุบัน แต่ก็ยังใช้ยาสมุนไพรจากการจารึกไว้ที่วัดพระเชตุพนเป็นแนวทางอย่างชัดเจนส่วนวิชาการทางการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2483 ที่มีการนำยารักษามะเร็งกลุ่มของ Alkylafing agents มาใช้ ซึ่งก็ได้มีการศึกษาเรื่องยาต่างๆ มากขึ้นตามลำดับ เพราะโรคมะเร็งเป็นโรคร้ายที่ทำให้ผู้คนสูญเสียชีวิตมากในลำดับต้นๆ ในปี 2493 มียากลุ่มที่ 2 ถูกค้นพบว่ามีฤทธิ์ในการบำบัดรักษาโรคมะเร็ง คือ Folic acid antagonists Purine analogues และ Adreno Corticosteroid ในปี 2500 ความเจริญในเรื่องยามีมากขึ้น จุดประสงค์ของการรักษาที่สำคัญ คือ การทำลายเนื้อร้ายให้หมดไปรวมทั้งพยายามที่จะครอบคลุมไปถึงการทำลายเซลล์ที่เป็นต้นกำเนิดของเนื้อร้ายนั้นเซลล์บางชนิดยากต่อการทำลาย และวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เกี่ยวข้องเจริญขึ้น มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับจักรของเซลล์ (Cell cycles) โดยเน้นหาจุดของวงจรการกำเนิด และแบ่งตัวเพื่อใช้สารเคมีไปยับยั้งความเจริญหรือยับยั้งมิให้เซลล์นั้นมีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากขึ้น เป็นการหยุดการแพร่กระจายของเนื้อร้าย 
วิวัฒนาการเรื่องยาในปัจจุบัน แบ่งแยกที่ไปออกฤทธิ์ยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่1. Cell cycle-specific หรือ Phase- specific2. Phase non- specific หรือ ออกฤทธิ์ได้ทั่วไป ซึ่งการใช้ยาผู้ใช้จะต้องรู้ถึงการตอบสนองของยาต่อมะเร็งแต่ละชนิด หลักการสำหรับแพทย์ที่จะใช้เคมีบำบัดในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งคือ1. ควรใช้ยาเมื่อมีการพิสูจน์แน่ชัด (Tissue Biopsy) แล้วว่าเป็นมะเร็ง2. ก่อนใช้ควรศึกษาผลดี ผลเสียของยานั้นๆ รวมทั้งอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากยานั้น3. ควรพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยได้ เมื่อมีอาการแทรกซ้อนขึ้นหลักการใช้ยาเคมีบำบัดในการรักษาโรคมะเร็งทั่วๆ ไป อาศัยผลการทดลองในห้องทดลองทั้งในหลอดทดลอง และในสัตว์ทดลอง สาเหตุที่การตอบสนองของเซลล์มะเร็งต่อยาไม่เหมือนกันไม่เท่ากันมาจาก1. ยาไม่เข้าสู่เซลล์มะเร็ง2. เซลล์มะเร็งไม่ทำรูปแบบจาก Inactive – Active cyfotoxic form ยาจะไม่มีผลต่อเซลล์มะเร็งเลย3. กลไกทางชีวเคมี (Biochemical pathways) บางอย่างของเซลล์ทำให้ยาข้ามฤทธิ์การขัดขวางการทำงานของ Cell ทำให้ยาไม่อาจออกฤทธิ์ได้ โรคมะเร็งชนิดต่างๆมะเร็งเต้านมมะเร็งเต้านมพบมากที่สุดในสตรี รองเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปากมดลูก สถิติปี 2541 สตรีไทยเป็นมะเร็งเต้านม 8,257 ราย (ต่อประชากร 100,000 คน เว้นเขตกรุงเทพมหานคร) และเสียชีวิต 530 ราย (ต่อประชากร 100,000 คน) เป็นมะเร็งพันธุ์ดุ  http://www.medindia.net/patients/patientinfo/images/Breast_cancer.gif ปัจจัยเสี่ยง- หญิงอายุเกิน 40 ปี ขึ้นไป - มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งเต้านม- หญิงที่มีประจำเดือนเร็ว - หญิงหมดประจำเดือนช้า- หญิงไม่มีบุตร หรือมีบุตรน้อย- ผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสัตว์ หรือเนื้อสัตว์สีแดงมากเกินไป- ผู้ที่รับประทานฮอร์โมนเพศ โดยไม่อยู่ในความดูแลของแพทย์ การป้องกัน- ตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำทุกเดือน หากพบความผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์- รับประทานผักผลไม้ อาหารที่มีกากใยมาก และออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านม- หลีกเลี่ยงอาหารคาวจัด เช่น ปลาไหล กบ ตะพาน้ำ เนื่องจากมีอะมิโนแอซิดบางตัวซึ่งก่อมะเร็งได้ มะเร็งตับสถิติปี 2541 พบว่าคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ และท่อน้ำดีในตับเป็นอันดับ 1 คือมีถึง7,400 ราย (ต่อประชากร 100,000 คน) เป็นฆาตกรเงียบสำหรับสุภาพบุรุษ
ปัจจัยเสี่ยง- ไวรัสตับอักเสบ บี และซี หากเป็นเรื้อรังจะมีอัตราการเกิดมะเร็งตับสูง- การได้รับสาร Alfa toxin เป็นสารเคมีที่ผลิตจากเชื้อรา ที่อยู่ในอาหารจำพวก พริกป่น ถั่ว แป้งสาลี ข้าวโพด- ตับแข็งจากสุรา - การได้รับสาร Vinyl chloride อาการ- เบื่ออาหาร - จุกเสียดแน่นท้อง - น้ำหนักลด- ปวดท้องตลอดเวลา - ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องบวมขึ้น หายใจลำบาก- คลำพบก่อนที่บริเวณตับ - อาการทรุดเร็วมากควรตรวจเลือดหา AFP (Alpha Feto Protein) เพราะราคาตรวจถูกและคุ้มค่าหากทราบผลก่อน มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Carcinoma of the Colon)มะเร็งลำไส้ใหญ่พบมากที่สุดเป็นอันดับสองในสหรัฐอเมริกา(รองจากมะเร็งปอด) ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบันก็ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยลง แต่ยังพบว่ามีผู้ป่วยใหม่ถึงปีละประมาณ138,000 ราย และเสียชีวิตถึง 55,000 รายต่อปี (สถิติปี 2541) ชายไทยเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ 1,102 ราย หญิง 728 ราย (อัตราตายต่อประชากร 100,000 คน) ปัจจัยเสี่ยง- พบมากในผู้ป่วยอายุมากกว่า 50 ปี แต่ก็สามารถพบในผู้ป่วยอายุน้อยได้- ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และใยอาหารน้อย- Polyps’ เนื้องอกในลำไส้ใหญ่ หากพบมากมีแนวโน้มเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูง- ผู้ที่เป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่อักเสบ Ulcerative Colitis อาการ- อุจจาระเหลว กับอุจจาระแข็งสลับกัน บางครั้งเหมือนถ่ายไม่หมด- เลือดปนอุจจาระ - อุจจาระลำเล็กกว่าปกติ- ท้องอืด แน่นท้องตลอดเวลา - น้ำหนักลด- อาเจียน
มะเร็งปอด (Carcinoma of the lung)มะเร็งปอดนี้ปรากฏว่ามีผู้ป่วยกันมาก เช่นเดียวกัน นับว่าเป็นมะเร็งที่มีความร้ายแรงมาก มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยที่พบบ่อยมีอายุอยู่ในระหว่าง 40-70 ปีเศษ และพบในเพศชายถึงร้อยละ 85 ในเพศหญิงร้อยละ 15 เป็นมะเร็งที่ลุกลามเร็วที่สุด ภาพจาก http://pet.radiology.uiowa.edu/webpage/Research/CaseStudies/body3.gif
ปัจจัยเสี่ยง- ผู้ที่สูบบุหรี่จัดเป็นเวลานาน รวมทั้งผู้ที่สูดดมควันบุหรี่โดยไม่ได้สูบเองด้วย- เกิดจากความสกปรกของอากาศที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ๆ ที่มีภาวะอากาศเป็นพิษ- แผลเป็นในปอด เป็นแผลมาจากการเป็นโรคเรื้อรังที่ปอดมานาน อาการ อาการที่พบบ่อยมีดังนี้- ไอมากขึ้นเรื่อยๆ - เจ็บแน่นหน้าอก- ไอเสมหะมีเลือดปน - หายใจเหนื่อย เสียงแหบ- ปอดบวม หรือปอดอักเสบบ่อย - หน้าและคอบวม- อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด การวางแผนรักษาโรคมะเร็งก่อนถึงการวางแผนรักษาโรคมะเร็ง ขออธิบายขั้นตอนวิธีตรวจ และยืนยันแน่นอนว่า เป็นมะเร็งหรือยัง เพราะหากพบเมื่ออาการโรคมะเร็งกำเริบรักษายาก คนปกติทั่วๆ ไป จำเป็นต้องมีการตรวจมะเร็งอย่างสม่ำเสมอทุกคนเป็นระยะๆ เช่น ตรวจทุกปีในวัย 25 ปี ถึง 35 ปี 45 ปีควรตรวจด้วยวิธีใด ?1. ตัดเนื้อเยื่อไปพิสูจน์ทางห้องปฏิบัติการ2. ตรวจด้วยการหาค่า Tumors Markers ทางเลือด3. ตรวจด้วยเครื่อง CT.-SCAN  ภาพจาก http://www.bio.davidson.edu/courses/Bio111/MRI/tumorcycle.gif
4. ตรวจด้วยเครื่อง Ultra Sound 5. ตรวจด้วยเครื่อง X-RAY6. ตรวจด้วยเครื่องมือ พิเศษสมัยใหม่7. NANO - Biotron8. คนที่เคยเป็นมะเร็งได้รับการผ่าตัด บำบัดเคมี และฉายรังสี ควรตรวจถี่มากกว่าคนปกติดี และควรเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างที่เสี่ยงกับโรคมะเร็งที่จะมาอุบัติซ้ำอีก การวางแผนรักษาโรคมะเร็งหากมีการตรวจพบมะเร็งอุบัติขึ้นมาในร่างกายแล้วสิ่งแรกที่จะต้องรีบตัดสินใจ เพื่อเลือกวิธีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง จำเป็นพอๆ กับการตั้งสติ ตั้งหลัก เพื่อต่อสู้กับโรคร้ายอย่างดีจะทำให้ท่านอยู่รอดได้
มีวิธีการเลือกดังนี้* เลือกแพทย์ที่จะรักษา และปรึกษาแพทย์ที่จะทำการรักษาโรคมะเร็ง1. วิธีการรักษาโดยแผนปัจจุบัน มีดังนี้- การผ่าตัด - การฉายรังสี - การใช้เคมีบำบัด2. วิธีการรักษาแผนโบราณโดยการใช้สมุนไพร3. วิธีการรักษาด้วยแพทย์ทางเลือกอื่นๆ- ฝังเข็ม - ฝังทราย - ทานน้ำที่ผ่านกรรมวิธี- กระตุ้นด้วยพลังธรรมชาติ - กระตุ้นจากพลังแม่เหล็ก, ไฟฟ้า - ธรรมชาติบำบัด- โภชนาการบำบัด************************************ ที่มาข้อมูล : การสัมมนาวิชาการด้านการแพทย์ทางเลือก เรื่อง "พิชิตมะเร็งด้วยการแพทย์ทางเลือก" โดยวิทยากร ภก.มงคลศิลป์ บุญเย็น วันที่ 18 ตุลาคม 2548 เวลา 09.00-12.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร DMS 6 กองการแพทย์ทางเลือก
|
|
แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์ที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓ เวลา ๑๗:๐๓ น. )
|